www.yuizaacool.spaces.live.com

 
 

ห่างหายกันไปเสียนานเลย กับ กิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ และเมากันเป็นหมู่คณะ
จริงๆก็มีไปกินบ้างประปราย เรียกว่า เมาแบบ ยุทธวิธีเมากระจาย
กระจายไปเมากับคนนู้นที คนนี้ที ดังสุภาษิตที่ว่า ที่ใดมีเหล้า ที่นั่นมียุ้ย (55 อันนี้เวอร์ไป)
แต่เห็นอย่างนี้ก็เหอะ ถึงผมจะไม่ใช่ แชมป์ว่าว แต่ก็เป็นบุคคลตัวอย่าง
ในเรื่องของความพอเพียง คือ มี(ตังค์)แค่ไหน ออกแค่นั้นน :P

 
เมื่อคืนนี้ ก็เป็นการเมาโดยไม่ได้นัดหมาย
เป็นการชุมนุมใหญ่ที่มีไอ้กี้ เป็นหัวหน้าแกนนำ ไปกันอย่างเนืองแน่น
รวมแล้วทั้งสิ้น 3 ชีวิต ประกอบด้วย เน กี้ ยุ้ย
(ใจรักจริงๆ 3 คนก็ยังไปกัน)
 

เมื่อรวมตัวกันได้แล้ว เราก็ดำเนินแผน ยุทธวิธีเมากระจาย กันในขั้นต่อไป
จุดหมายปลายทางที่เราจะไปเรียกร้องให้ขายเหล้า กับ บุกยึดพื้นที่ในการรั่วครั้งนี้
เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่มีคนมาชุมนุมทั้งไทย และเทศมากมาย ไม่บอกก็คงรู้ว่า คือ

 
 
ถนนข้าวสาร
 
 
ไม่ว่าสถานการณ์บ้างเมืองตอนนี้จะแย่แค่ไหน หลายจุดในกรุงเทพจะมีการชุมนุมประท้วงกันกี่แห่ง
แต่ที่ข้าวสารก็ยังมีพี่น้องประชาชน มาชุมนุมเรียกร้อง ความเมากันอย่างปกติ
 
 
พวกเรา กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยไม่เอามิกซ์เซอร์
เมื่อมาถึงที่หมายปลายทาง ก็ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง เดินขบวนกันไปบุกยึด ร้าน ก๊วยเตี๋ยวไก่ (มาถึงก็หิวเลย)
เพื่อเรียกร้องให้คนขายส่ง ก๋วยเตี๋ยวไก่ มา 2 ชาม กับ ข้าวราดแกง อีก 1 จาน
 
 
ภารกิจแรก
ของกลุ่มเราสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
พร้อมประกาศชัยชนะกับความหิวเป็นผลสำเร็จ ทุกคนอิ่มหมีพีมันกันถ้วนทั่ว
แต่มันยังไม่ใช่สงครามครั้งสุดท้าย พวกเรายังต้องมีภารกิจที่ต้องทำกันต่อ
 
ที่ต้องประชุมหารือกันอย่างเร่งด่วน ก็คือ การพิจารณาว่าจะเข้าร้านไหนดี
ไอ้ที่กระผมรู้จัก ที่เคยเมาไป บ่นไป ที่ข้าวสาร ก็มีไม่กี่ร้าน
ที่ไปชุมนุมกันบ่อยๆ ก็มีร้าน มอลลี่
แต่ร้านนี้ พี่น้องเน ไม่ปลื้ม บอกว่าเล่นแต่ เพลงเก่า เพลงช้า
เก่าที่ไหน ก็แค่เล่น ใจนักเลง ของพงษ์พัฒน์ กับ คนขี้เหงา ของนีโน่ เท่านั้นเอง
สุดท้ายได้ข้อยุติอย่างเป็นเอกฉันท์จากที่ประชุม ด้วยเกรงฝนจะตกซะก่อน
ก็ตกลงปลงใจเข้า ร้านซูซี่  (ร้านอยู่ใกล้ๆกัน)
 
 
 
ภายในร้าน ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นส่วนใหญ่ ดูออกแนวคันทรี
ผนังด้านนึงมีตู้โชว์ที่เรียงรายด้วย ปืนโบราณ ปืนลูกซองเก่าๆและกล้องถ่ายรูปโบราณ
คนไม่เยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ในวัยทำงาน ที่มานั่งดื่มไป คุยกันไป
บนเวทีเล็กๆด้านหน้า ที่เมื่อก่อน ที่ผมเคยมา จำได้ว่าเป็นที่ตั้งของโต๊ะพู
นักร้องหนุ่ม ผมทรงเร้กเก้ เด๊ดร้อก กำลังร้องเพลง
แนวประมาณทีโบน เพลงช้า แล้วก็เก่ากว่า มอลลี่ ซะอีก 55(หนีเสือปะจระเข้จริงๆ)
มันขัดกับเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของเพื่อนสาวอีก 2 คน ที่อยากมาดิ้น
หรือมันส์กับเพลงแนว บอดีแสลม หรือ บิ๊กแอส ก็ได้
ผมได้แต่แก้ต่างไปว่า แรกๆเขาก็ต้องเล่นเพลงช้าๆชิลๆกันก่อน เดี๋ยววงต่อไปคงเล่นมันส์กว่านี้
 
จบจาก ไอ้หนุ่มเรกเก้ ก็เป็นเปิดเพลง หนักไปทางเพลงฝรั่ง
มีฮิฟฮอฟสลับบ้างประปราย สถานการณ์โดยรวมในร้านก็ยังเรียบร้อยอยู่
 
 
ซักพักใหญ่ๆ วงต่อไปก็มา
แต่ก็ยังคงเหนียวแน่นในจุดยืน คือ เล่นเพลงช้าๆ ชิลๆ
 
เริ่มดึกขึ้น ถึงช่วงนี้ จังหวะเพลง ก็เริ่มเร็วขึ้น พี่น้องประชาชน ที่ไม่รู้จะเข้าร้านไหนดี
ก็เริ่มทยอยเข้ามาชุมนุม กันหนาแน่นขึ้น บรรยากาศเริ่มดูคึกคักกว่าตอนแรก
หลายโต๊ะก็เริ่มลุกขึ้นมา ขยับแข้งขยับขา ตามจังหวะกันบ้างแล้ว
พี่น้องกี้ เริ่มออกสเตป เทอจะเป็นคนที่ไม่ว่าจะ เมาหรือไม่เมา
ก็สามารถเต้นให้ดูเหมือนคนเมาได้ เรียกว่า รั่วโดยกำเนิด
 
 
 
และขณะที่พวกเรากำลังเต้นรั่วๆไม่กลัวฟ้าดินกันอยู่นั้น
ก็ปรากฎหญิงไทย 2 นาง เอาเบียร์มาขอวางที่โต๊ะด้วย
ไม่พูดพร่ำทำเพลง หนึ่งในสองคนในนั้น ก็ออกสเตปทันที
ขอบอกว่า เต้นได้รั่วกว่าไอ้กี้เสียอีก
จากการสืบประวัติในเชิงลึก ทำให้ทราบว่า ทั้ง2 เป็นพี่น้องกัน
คนพี่ที่เต้นรั่วๆ อายุอานามปาไป 43 ส่วนคนน้องเรียบร้อยหน่อย เข้าทำนองเพลง 30 ยังแจ๋ว
โอ้ แม่เจ้า ไม่รู้ว่าโม้หรือป่าว แต่ยอมรับว่า ป้ารั่วได้ใจผมจริงๆ
(รั่วอย่างเดียวไม่พอ มือหนักด้วย)
 
 
 
มีเพลงนึง ที่ผมนั่งลุ้น ว่าจะเล่นหรือป่าว
แล้วก็ไม่พลาด แม่งเล่นจริงๆ
 
เมื่อเมื่อเทอเลือกอยู่กับเขา ตัวฉันคุกเข่าสั่นไหว
ใจฉันเองจึงปวดร้าวเจียนตาย ปล่อยเทอไป..ตามใจเทอต้องการ
 
ใจนักเลง เหมือนเป็นเพลงบังคับ
เหมือนเป็นเพลงหากิน ไม่ว่าจะเข้าร้านไหน เห็นต้องเล่น
 
ผับเลิกแล้ว พี่สาวทั้ง2 ยังเมาได้อยู่ ไปต่อที่ ชินเนมอน
ส่วนพวกเรา 3 คนเหลือภารกิจสุดท้าย คือ
ไปบุกยึดร้านสุกี้เป็นสถานที่สุดท้าย โดยเป็นสุกี้ 2 โจ๊ก 1
 
อิ่มกันโดยสวัสดิภาพก่อนจะเดินทางกลับ